โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies): อันตรายที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคไวรัสที่ร้ายแรงและสามารถทำให้เสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนผ่านทางน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะจากการกัด ข่วน หรือเลียแผลเปิด การรู้จักวิธีป้องกันและการรักษาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตได้
โรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร?
โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อ Rabies virus ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงมนุษย์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางผ่านเส้นประสาทไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการอักเสบของสมองและเสียชีวิตในที่สุด
การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า
เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าสามารถติดต่อสู่คนได้ผ่านทาง
-
การถูกสัตว์ที่ติดเชื้อกัด
-
การถูกเลียบริเวณแผลเปิด เยื่อเมือก (เช่น ตา ปาก หรือจมูก)
-
การข่วนหรือถูกเล็บที่เปื้อนน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ
สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่
-
สุนัข (พบมากที่สุด)
-
แมว
-
ค้างคาว
-
สัตว์ป่า เช่น หมาป่า แรคคูน และลิง
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า
อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคนมักแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่
1. ระยะฟักตัว (Incubation Period)
-
ใช้เวลา 1-3 เดือน (แต่บางกรณีอาจเร็วเพียง 1 สัปดาห์ หรือช้าถึง 1 ปี)
-
ไม่มีอาการชัดเจนในช่วงนี้
2. ระยะอาการนำ (Prodromal Stage)
-
มีไข้ อ่อนเพลีย
-
ปวดศีรษะ
-
คันหรือปวดบริเวณที่ถูกกัด (อาการนี้เป็นสัญญาณสำคัญ)
-
อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด
3. ระยะอาการทางระบบประสาท (Neurological Stage)
-
กลัวน้ำและกลืนลำบาก (Hydrophobia)
-
กลัวลม และไวต่อแสงหรือเสียง
-
น้ำลายไหลมากกว่าปกติ
-
ชัก หายใจลำบาก และหมดสติ
-
หากเข้าสู่ระยะนี้ โอกาสเสียชีวิตสูงถึง 100%
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้โดย
-
ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยง
-
ควรฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวเป็นประจำทุกปี
-
ดูแลสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและไม่สัมผัสกับสัตว์จรจัด
-
-
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่ไม่รู้จัก
-
ไม่ควรเล่นกับสุนัขหรือแมวที่ไม่มีเจ้าของ
-
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า
-
-
หากถูกสัตว์กัด ให้รีบล้างแผลทันที
-
ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที
-
ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone Iodine)
-
รีบพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
-
การรักษาเมื่อได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้า
หากสงสัยว่าถูกสัตว์ที่อาจติดเชื้อกัด ควรปฏิบัติดังนี้
-
ทำความสะอาดแผลทันที
-
ล้างแผลให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด
-
ใส่ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
-
-
ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Post-Exposure Prophylaxis: PEP)
-
ฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด (0, 3, 7, 14 และ 28 วัน)
-
หากแผลลึกหรือถูกกัดที่ศีรษะ คอ หรือมือ ควรได้รับ อิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin, RIG) ร่วมด้วย
-
-
ติดตามอาการสัตว์ที่กัด
-
หากเป็นสัตว์เลี้ยง ให้สังเกตอาการ 10 วัน
-
หากสัตว์ป่วยหรือตาย ควรแจ้งสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
-