เด็กเล็กไม่ให้ความร่วมมือในการทำฟัน

เด็กเล็กไม่ให้ความร่วมมือในการทำฟัน คุณหมอฟันมีวิธีการจัดการอย่างไรบ้าง?

 

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านกังวลว่า เด็กเล็กสามารถพามาทำฟันได้หรือไม่ เพราะเด็กโดยเฉพาะ เด็กเล็กอาจจะไม่ให้ความร่วมมือในการทำฟัน ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเพิกเฉยโดยจะรอให้เด็กโตพร้อมก่อน จึงค่อยพามาพบหมอฟัน แต่นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการละเลยในเรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่เด็กจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะช่องปากเป็นด่านแรกในการรับสารอาหารเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต ถ้าไม่ดูแลตั้งแต่ฟันน้ำนม ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องการสารอาหารในการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกายและสมอง การปล่อยปละละเลยจนทำให้เด็กฟันผุจะส่งผลให้เด็กเลือกทานอาหารหรือไม่ค่อยทานเพราะเด็กเจ็บเวลาเคี้ยวอาหร ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้ นอกจากนี้ฟันน้ำนมยังเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับฟันแท้ที่ดีด้วยค่ะ ดังนั้นจึงแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาตรวจฟันตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น หรืออายุไม่เกิน 1 ปีค่ะ สำหรับวิธีการจัดการพฤติกรรมของเด็กเพื่อการรักษาทางทันตกรรม คุณหมอฟันเด็กจะมีวิธีการดังต่อไปนี้

  1. การจัดการพฤติกรรมโดยใช้จิตวิทยา เป็นวิธีแรกที่ทันตแพทย์จะเลือกใช้ก่อนที่จะใช้วิธีอื่น โดยทันตแพทย์เฉพาะทางเด็กจะใช้วิธีการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวชักจูงเพื่อให้เด็กยินดีร่วมมือในการทำฟัน โดยจะเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย หรือตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคน
  2. การจัดการพฤติกรรมโดยใช้เครื่องควบคุมร่างกาย ใช้ในการเด็กที่มีพฤติกรรมในทางลบ เช่น ร้องไห้โวยวาย ร้องดิ้น เป็นต้น วิธีการใช้เครื่องควบคุมร่างกายจะช่วยให้เด็กสงบลง และป้องกันอุบัติเหตุต่างๆในระหว่างทำฟันได้
  3. การจัดการพฤติกรรมโดยการใช้ยา ใช้ในกรณีเด็กที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือ หรือมีความกลัวและวิตกกังวลมาก จะใช้เป็นทางเลือกกรณีที่ใช้วิธี 2 ข้างต้นไม่สำเร็จ
  4. การทำฟันภายใต้การดมยาสลบ ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาโดยวิธีการปกติได้ จึงเป็นอีกทางเลือกนึงในการทำฟัน ซึ่งจะใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

4.1 เด็กเล็กที่ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สามารถทำการรักษาโดยวิธีการรักษาตามปกติได้ และมีฟันผุลุกลามจำนวนมาก มีปริมาณงานที่ต้องทำการรักษาจำนวนมาก
4.2 เด็กที่มีภาวะที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เช่น กลุ่มเด็กพิเศษ อาทิ เด็กออทิสติก ภาวะDown syndrome เด็กพิการทางสมองที่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้(Cerebral palsy) เป็นต้น
4.3 เด็กที่มีโรคทางระบบบางชนิด เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยเฉพาะชนิดเขียว (cyanosis) ถ้าร้องไห้มากจะเหนื่อย เขียว อาจหมดสติได้ การทำฟันภายใต้การดมยาสลบจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
4.4 เด็กที่มีฟันผุลุกลามจำนวนมาก มีความจำเป็นต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ต้องเตรียมช่องปากก่อนการผ่าตัดกรณีพวกกลุ่มโรคหัวใจ เป็นต้น หรือไม่สะดวกเดินทางมารักษาหลายครั้ง
4.5 เด็กที่ต้องได้รับการรักษาทางศัลยกรรมที่ยุ่งยากไม่สามารถรักษาภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ได้ เช่น กรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง หรือกรณีแพ้ยาชา เป็นต้น

สำหรับการทำฟันภายใต้การดมยาสลบ จะช่วยให้เด็กสบายในการทำฟัน เพราะช่วงทำฟันเด็กจะเหมือนหลับ ไม่รู้สึกตัว ทำให้ไม่ต้องเผชิญกับภาวะกลัว ผู้ปกครองไม่ต้องเสียเวลาพามารักษาหลายครั้ง เนื่องจากใช้เวลาในการรักษาครั้งเดียวเสร็จ วิธีการนี้นอกจากใช้ทำฟันในเด็กแล้ว ก็สามารถทำในผู้ใหญ่ได้ เช่น กรณีที่มีความกลัววิตกกังวลมาก กรณีที่ต้องทำการรักษาศัลกรรมที่ยุ่งยาก เช่น ติดเชื้อรุนแรง ผ่าฟันคุดหรือฝังรากเทียมหลายซี่ หรือผู้ป่วยอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและขากรรไกร เป็นต้น

โดยขั้นตอนในการรักษา เราจะมีทีมแพทย์ผู้เชียวชาญทำงานกันเป็นทีม โดยขั้นตอนแรก ทันตแพทย์จะเป็นผู้ตรวจช่องปาก ประเมิน และวางแผนการรักษา และก่อนการรักษาจะมีการตรวจประเมินความพร้อมของร่างกายโดยกุมารแพทย์หรือแพทย์(กรณีผู้ใหญ่) ร่วมกับวิสัญญีแพทย์  ในวันที่ทำการรักษาเราจะอนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปส่งน้องถึงห้องที่ทำการรักษา รอน้องหลับ แล้วจึงค่อยออกมาระหว่างที่คุณหมอทำการรักษา เมื่อคุณหมอทำการรักษาเสร็จจะให้น้องพักรอในห้องพักฟื้นรอน้องตื่นดี โดยอนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย เมื่อประเมินว่าน้องตื่นดีแล้ว ก็สามารถกลับบ้านได้ค่ะ ดังนั้นการทำฟันภายใต้การดมยาสลบจึงไม่ได้น่ากังวลหรือน่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากเรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำงานกันเป็นทีม เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้ค่ะ

แหล่งที่มา :

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ทพญ.นันทิยา พฤทธิ์พงศ์พันธุ์ – ทันตแพทย์เฉพาะทางเด็ก

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โรคที่มากับฤดูฝน ตอนที่ 1

ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนตุลาคม เนื่องจากความชื้นในอากาศและปริมาณน้ำฝนมากกว่าเดือนอื่นๆ เป็นสาเหตุของโรคที่เกิดจากความชื้นและน้ำขังได้

อ่านต่อ »